รอเวลา...ว่าง

posted on 25 Jan 2013 20:45 by cocoaharry
 
รอมีเวลาว่างๆและสะดวกใช้คอม
จะมาแต่งบล็อกใหม่ และกลับมาเขียนบล็อกอีกครั้ง
 
ขออภัยที่หายไปนาน
 
cocoaharry
 
สวัสดีค่ะทุกคน เดมเองค่ะ หวังว่าจะยังไม่ลืม ฮาๆ
 
หายหน้าหายตาไปนานเกือบนับปี ในที่สุดก็ได้มาอัพบล็อกอย่างจริงๆจังๆเสียที ยังมีใครตามดูบล็อคนี้บ้างเนี่ย
นับจากช่วงเวลาที่หายๆไปก็นานอยู่ เดมอัพบล็อกน้อยลงมากตั้งแต่ขึ้นม.ปลาย จนในที่สุดพออยู่ม.6ก็ไม่ได้อัพเลย ทั้งๆที่มีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้น แต่ด้วยความขี้เกียจและอะไรต่อมิอะไร มันก็ทำให้เราไม่ได้อัพ จะเปลี่ยนธีมบล็อกใหม่ ก็ยังไม่ว่าง แถมความรู้เรื่องโค้ดHTMLที่เรียนมาตั้งแต่ม.3ก็เริ่มจางหาย
 
อันที่จริงเอนทรีนี้ว่าจะอัพตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2555 อันเป็นว่าปัจฉิมนิเทศของโรงเรียนเดม แล้วก็ไม่ได้อัพ ผัดมาเรื่อยๆ จะอัพวันที่11เพราะเป็นวันแอดวันแรกก็ดันไปโรงบาลรามา(ไปตั้งแต่เก้าโมง ได้ตรวจสี่โมง งึดมาก) วันที่12ก็นัดเพื่อนสมัยประถม สงกรานต์วันแรกก็ไม่ จนตอนนี้ล่ะ ที่ตัดสินใจอัพสักที (อ่าา ตอนนี้ฉายแฮร์รี่ภาคสองอยู่ อยากดูจังเลย แต่อัพให้เสร็จก่อนละกัน ฮา)
 
Photobucket
ถ่ายกับเพื่อนๆประถม เพดานCTW
 
สำหรับเอนทรีนี้ เดมจะรวบรวมเรื่องราวในชีวิตม.6 เท่าที่เดมจำได้ แต่ไปเน้นๆเอาตรงการสอบเข้ามหาวิทยาลัยค่ะ (รูปส่วนใหญ่อยู่ด้านล่าง ใครขี้เกียจอ่านก็เลื่อนลงไปเรื่อยๆ)
 
 
แต่ก่อนที่จะเริ่มนั้น เดมมีข่าวดีมาแจ้งให้ทราบคือ
 
เดมได้เป็นนิสิตของมหาวิทยาลัยบูรพา
ในคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาสารสนเทศศึกษา
เอกวิชาบรรณาธิการศึกษาค่ะ
(ซึ่งเดมลงทะเบียนเป็นนิสิตไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องรอแอดมิชชั่น)
 
รายละเอียดจะบอกในเนื้อหาด้านล่างค่ะ
 
 
เริ่มไว้ก่อน เผื่อคนที่ไม่รู้ว่าเดมเรียนสายอะไรในม.ปลาย
เดมเรียนสายศิลป์ภาษาอังกฤษ-ญี่ปุ่นค่ะ เรียนมาแบบลุ่มๆดอนๆ พูดได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็ได้สี่มา เกือบ ทุกเทอม
 
ดูจากสายที่เดมเรียนก็น่าจะพอเดาๆออกนิดหน่อย ว่าสายที่เดมอยากจะเรียนต่อคงเป็นพวกมนุษย์ อักษร ซึ้งก็จริง
 
เดมวางสายที่อยากจะเรียนไว้คราวๆ คือ ญี่ปุ่น การถ่ายภาพ คหกรรม และวารสาร เพราะเป็นสายวิชาที่เดมชอบ อยากเรียน และมองไว้ตั้งแต่ม.ต้นแล้ว
 
โดยส่วนตัวเดมชอบอ่านการ์ตูน ชอบญี่ปุ่น เพราะฉะนั้น เราก็อยากจะเรียนในสิ่งที่เราสนใจ (และหลายๆคนที่รู้จักก็เชียร์ให้เรียน)
 
ถ่ายภาพเดมก็เพิ่งมารู้ตอนอยู่ม.ต้น ว่าเราชอบ ถึงแม้ช่วงหลังๆมาจะไม่ค่อยได้จับกล้องเพราะไม่ค่อยมีเวลาก็เถอะ (แต่สาขานี้คุณแม่ไม่ค่อยอยากให้เรียน และเพื่อนๆก็บกว่าถ้าชอบถ่ายรูปอยู่ชมรมเอาก็ได้ แต่เค้าอยากเรียนอ่าา//สำหรับคุณพ่อ จะเรียนอะไรก็เรียนเถอะ ไม่ห้าม ขอแค่เราจบมามีงานทำก็พอ)
 
ชอบกินก็ต้องชอบทำ ยิ่งเวลาเห็นจานอาหารที่เขาจัดมาสวยๆนะ ยิ่งอยากทำเป็น อยากรู้ว่าเขาทำยังไง สารพัด แต่ตรงนี้ก็ไม่แน่ใจจะเอาไปต่อมหาลัยดีมั้ย เพราะมีสถาบันเปิดสอนอยู่เยอะ และเราก็ฝึกเอาเองได้
 
ส่วนวารสาร อันนี้จากความที่ชอบอ่านหนังสือล้วนๆ ฝันตั้งแต่ประถม อยากเป็นนักเขียน แต่พอโตมาก็ขอแค่เป็นงานเกี่ยวกับหนังสือก็มีความสุขแล้ว (ตอนนี้ฝันอยู่อยากทำงานกับNational Geographic  แค่สาขาในไทยก็พอใจแล้ว ฮะๆๆ)
 
 
หลังจากวางแผนชีวิต ว่าอยากจะเรียนอะไร ก็เริ่มศึกษาข้อมูลของแต่ละคณะแต่ละมหาวิทยาลัย ลึกไปจนถึงวิชาทีเรียน รายละเอียดของแต่ละวิชา (แต่มันก็เป็นเรื่องที่ควรศึกษาอยู่แล้วใช่มะ ถ้าเราจะไปเรียน ก็ควรจะรู้ว่าเขาเรียนอะไรกันบ้าง) แล้วก็ได้ชื่อหลายๆมหาวิทยาลัยมามองๆไว้(แต่มหาลัยต่างจังหวัดไกลๆแม่ไม่ค่อยอยากให้ไปเท่าไหร่)
 
จนได้ขึ้นม.6 การเรียนปีสุดท้ายสำหรับม.ปลาย รู้สึกใจหาย ที่เวลามันผ่านไปเร็วมาก คุยๆกับเพื่อนกันอยู่ ว่าเฮ้ย ขึ้นม.6 อีกแป๊บเดียวก็จบ แล้วก็ต้องไปต่อมหาลัยแล้ว ทั้งกลัว ตื่นเต้น กังวล สารพัด อาจารย์ก็จะพูดกันแต่เรื่องเข้ามหาลัย ก็ทำเอาเครียดอยู่พัก มีคนไซโคเรื่องสังคมในมหาลัย เพื่อนหาที่จริงใจยากบ้างล่ะ เรียนยาก อาจารย์ไม่ใส่ใจ ฯลฯ โอยย ทำเอาไม่อยากจบม.6 และด้วยความกลัวจะสอบเข้าไม่ได้ ก็ไปหาทีเรียนพิเศษ จากที่ปกติ ม.4-5ไม่เรียนพิเศษอะไรเลยนอกจากญี่ปุ่น มาม.6หาที่เรียนวุ่นวาย สุดท้ายก็จบที่ครูสมศรีกับจารย์ปิง เรียนพิเศษแค่สามวิชาพอคือ อังกฤษ ไทย สังคม เพราะเราเป็นสายศิลป์ วิทย์คณิตเรียนไปก็ไม่รู้เรื่อง เสียดายเงินพ่อเปล่าๆ (แต่จารย์ปิงแอบขาดทุน น้ำท่วมทำให้เราขาดเรียนนน)
 
เปิดเทอมมาได้ไม่นานเท่าไหร่ กระแสการสอบตรงก็เริ่มลอยมา มหาลัยแรกคือม.ศรีนครินทร์(มศว.) ที่เปิดให้สมัครสอบ ด้วยความที่ตื่นเต้นกับการสอบเข้า คนก็แห่กันไปสอบ(เราคือหนึ่งในนั้น) ส่วนสาขาที่สมัครไปก็คือ ญี่ปุ่น ในความคิดตอนนั้น ก็เรียนมาตั้งสามปี ไม่ให้ต่อญี่ปุ่นแล้วจะต่ออะไร แล้วเราก็ชอบด้วย ก็สมัครไปเป็นที่เรียบร้อย(แต่มีสาขาที่น่าเรียนเยอะดี แต่คณะสายศิลป์ดันสอบวันเดียวกันหมด เลยอด)
 
ระหว่างนั้นที่โรงเรียนอาจารย์ก็ติวภาษาไทยให้(แรกๆก็ไปติวกันกับเพื่อนนะ แต่หลังๆเพื่อนไม่ไป ก็เอาวะ เรียนคนเดียวก็ได้ ประโยชน์ก็ได้กับเรา ไม่ได้เสียอะไรเลย) แล้วก็มีรุ่นพี่ญี่ปุ่นที่จบไปแล้วมาช่วยติวภาษาให้อีกแรง(สารภาพว่าตั้งแต่เรียนญี่ปุ่น แล้วเราก็ค่อยๆทิ้งอังกฤษ ซึ้งตอนนี้ง้อยไปแล้ว เสียดายยย//เริ่มใหม่ยังไม่สาย)
 
 
และในที่สุดก็ถึงวันสอบของมศว.ไปสอบที่เมืองทอง ไอเราก็ชะล่าใจว่าบ้านเราอยู่ใกล้ แป๊บเดียวก็ถึง เลยออกจากบ้านสาย ปรากฎรถติด!! สุดท้ายก็ต้องนั่งมอไซด์ไปสอบ OTL
 
คนไปสอบกันเยอะมากกก อาคารชาเลนเจอร์เต็มไปด้วย นักเรียน นักเรียน และนักเรียน เบียดกันแน่นยิ่งกว่าหนอน ไหนจะต้องฝ่าดงคนไปต่อแถวยาวเหยียดเพื่อฝากกระเป๋าอีก กว่าจะเสร็จก็เฉียดฉิวเวลาเข้าสอบ แต่บอกตรงๆสอบครั้งนี้เราไม่เครียด และไม่เตรียมตัวเลยด้วย เพราะหนึ่งคือไม่อยากเข้า สอบเป็นที่แรกที่เปิดสอบ เลยไปลองสนาม เลยชิวๆกับการสอบพอสมควร(แต่จะสอบกี่ครั้งๆ ไม่ว่าจะที่ไหนก็ไม่เคยตื่นเต้นหรอเครียดเลยนะ) ถึงเวลาสอบก็ตั้งใจทำนะ ทำได้ก็ทำไป ทำไม่ได้ก็มั่ว แต่อ่านทุกข้อ ชิวฝนไปเรื่อยๆ แล้วก็จบการสอบภาคเช้า ออกมาไปต่อแถวเอากระเป๋า เพราะลืมเอากล่องข้าวออกก่อนฝากกระเป๋า ได้แล้วก็หามุมสงบนั่งกินข้าวคนเดียว(หาเพื่อนไม่เจอTAT) แล้วก็เห็น เด็กตุ๊ด!! กันต์ ชุณหวัตร(เต็ม impact Suckseed) เดินผ่าน เย้ย มาสอบด้วยหรอ (มีกำลังใจสอบภาคบ่ายแล้ว ฮา) เพราะเราตามรายการแฮงก์โอเวอร์ ไทยแลนด์ (True Vision CH73)ที่กันต์เป็นพิธีกรอยู่ เลยรู้สึกประทับใจ ฮาๆๆ จะไปขอถ่ายรูปก็ไม่ได้เพราะมือถืออยู่ในกระเป๋าที่ฝากไว้ อดเลย
 
ภาคบ่ายสอบญี่ปุ่น เปิดข้อสอบด้วยความมึนงง หนังสือไม่ได้อ่าน ขุดความรู้ในสมองออกมาใช้เท่าที่จำได้ แต่ก็ตายตรงคำศัพท์และคันจิ 555 พอหมดเวลาสอบ ก็ไปเอากระเป๋า ต่อสู้กับคลื่นมนุษย์อีกรอบ แล้วก็รอแม่มารับ(สุดท้ายทั้งวันก็ไม่เจอเพื่อนเลย)
 
 
เทอมหนึ่งมีอีเว้นท์เยอะมาก ที่ไหนจัดติวฟรี ก็ไปมันทุกที เปปทีนอะไรก็ไปมันหมด และช่วงนี้สอบตรง โควต้าที่เปิดเยอะมาก แต่ไม่มีสาขาที่เราอยากจะเข้า และส่วนใหญ่อยู่ต่างจังหวัด(บวกกับโควต้าบางอย่างเราไม่ผ่านเกณฑ์) ทำให้ทิ้งโอกาสไปเยอะอยู่ งานโรงเรียนต่างๆนานา มีปัญหากับเพื่อนบ้าง ใช้ชีวิตเรื่อยๆดี ตอนเย็นเรียนพิเศษจันทร์ถึงพุธเรียนจารย์ปิง พฤหัสศุกร์เรียนญี่ปุ่น เสาร์ว่าง อาทิตย์เรียนอังกฤษ แทบไม่มีเวลากระดิกตัว อาจเพราะเราเตรียมตัวช้าไป ก็เลยเป็นแบบนี้(ส่วนงานคอสแทบจะเรียกได้ว่าตัดออกจากสารบบชีวิต เวลาว่างยั